ตำแหน่งของคุณ Home กทม

ถึงเวลาหรือยัง?

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่าบุหรี่มีราคาแพงขึ้น เนื่องจากการยาสูบแห่งประเทศไทย ได้แจ้งปรับขึ้นราคาขายปลีกบุหรี่ตามอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ แก่ร้านค้าปลีก โชห่วย และร้านสะดวกซื้อไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมาโดยราคาบุหรี่ใหม่ของการยาสูบฯ ที่ปรับขึ้น มีดังนี้ บุหรี่ซอง 55 บาท ขึ้นเป็น 63 บาท ราคาซอง 60 บาท ขึ้นเป็น 66 บาท ส่วนบุหรี่ราคาแพงขึ้นจากซอง 95 บาท เป็น 102 บาท ขณะที่บุหรี่นำเข้าต่างประเทศจะขึ้นหลังจากนั้น ช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากยังมีสต็อกเก่าเหลืออยู่ โดยกลุ่มราคาซอง 60 บาท จะขึ้นเป็น 68-72 บาท แต่กลุ่มบุหรี่ราคาแพง 150 บาท ยังไม่ปรับขึ้นและคงขายราคาเดิมโดยให้เหตุผลว่า การขึ้นราคาบุหรี่รอบนี้ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย และมีกำไรลดลงจากเดิมเหลือซองละไม่ถึง 1 บาท เนื่องจากการยาสูบฯ เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจึงเน้นการดูแลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องมากกว่าการมุ่งทำกำไร โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เศรษฐกิจชะลอตัว และประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิด หากขึ้นราคามากเกรงว่าจะเป็นภาระผู้บริโภค หรือนักสูบบางคนหากแบกรับราคาไม่ไหว อาจหันไปบริโภคยาเส้น หรือบุหรี่เถื่อนที่มีราคาถูกกว่าแทนขณะที่ เว็บไซต์ สสส.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ www.thaihealth.or.th รายงานว่า ผศ.ดร.ศรัณญา เบญจกุล คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ที่พบว่า ประชากรไทยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า มีจำนวน 78,742 คน คิดเป็นอัตรา 0.14 % ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่มีจำนวนทั้งหมด 57 ล้านคน เป็นคนที่สูบทุกวัน 40,724 คน และสูบแบบไม่ทุกวัน 38,018 คน โดยผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 24,050 คน อายุระหว่าง 15-24 ปี และส่วนใหญ่ อยู่ในกรุงเทพฯ และภาคกลาง 47,753 คน ขณะที่คนไทยที่รู้จักบุหรี่ไฟฟ้า เชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าบุหรี่ธรรมดา 26.7% เชื่อว่าอันตรายน้อยกว่า 11.3% และเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ธรรมดามีอันตรายเท่ากัน 62.0% ทั้งนี้ ข้อมูลจำนวนและอัตราคนไทยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพประชากร ปี 2564 ที่เก็บข้อมูลจากทั้งสิ้น 73,654 ครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมประชากรตัวอย่าง 164,406 คน นับเป็นการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งนี้ จำนวนและอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้า รวมอยู่ในอัตราและจำนวนผู้สูบบุหรี่ทั่วประเทศ ที่เท่ากับ 17.4% และจำนวนคนสูบบุหรี่ 9.9 ล้านคนอย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากวารสารทางวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า พบผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีประวัติการสูบบุหรี่มีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ถึง 14 เท่า ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเรื่องค่าครองชีพ และความเสี่ยงต่อโควิด น่าจะเป็นโอกาสให้คนไทยหันมาเลิกบุหรี่ เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพกระเป๋าสตางค์

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม