ตำแหน่งของคุณ Home กทม

สหรัฐอเมริกาทำสงครามกับโควิดจะออกหัวหรือออกก้อย?

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วยถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็ตาม และถึงแม้ว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯจะประกาศกร้าวว่าจะต่อสู้เอาชนะต่อสงครามทั้งหลายแหล่ไม่ว่าจะเป็น สงครามความยากจน สงครามยาเสพติด หรือแม้กระทั่ง สงครามเวียดนาม สงครามอิรัก และสงครามอัฟกานิสถาน ก็ตาม แต่ปรากฎว่าประเทศมหาอำนาจเยี่ยงสหรัฐฯกลับต้องพบกับความล้มเหลวพ่ายแพ้ในทุกๆสงคราม ขณะนี้ดูเหมือนว่าสหรัฐฯต่อสู้กับศัตรูที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นนั่นก็คือ “โรคโควิด 19” นับเป็นการสู้รบที่มีความท้าทายสูงมาก เหมือนดั่งกำลังทำสงครามกับทหารกองโจรในสนามรบก็คงจะไม่ผิดนัก!!!อีกทั้งโรคโควิดได้ปรับเปลี่ยนสายพันธ์ใหม่ไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง ก็ยิ่งถือว่าเป็นศัตรูที่แสนอันตรายที่สุด โดย ณ วันที่ 17 กันยายน 2021 มีชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วถึง 670,027รายอย่างไรก็ตามการที่สหรัฐฯสามารถจะเอาชนะสงความโรคโควิดที่มีสายพันธุ์แสนสลับซับซ้อนเยี่ยงนี้ให้ลุล่วงไปได้นั้น “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ก็มิได้นิ่งนอนใจเฝ้าเพียรพยายามเสาะแสวงหากลยุทธ์ต่างๆนาๆทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เหนือสิ่งอื่นใดประธานาธิบดีไบเดนยึดหลักที่ว่า ชีวิตของคนอเมริกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดฉะนั้นนโยบายด้านการเร่งช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุดจึงมาเป็นอันดับแรก และตามมาด้วยการคิด วิเคราะห์ และแยกแยะว่าจะต้องทำอย่างไรจึงสามารถจะตอบสนองช่วยเหลือได้อย่างเร่งด่วนที่สุด โดยเขาเลือกที่จะร่วมทำงานกับมืออาชีพนั่นก็คือหน่วยงานด้านการสาธารณสุข แท้ที่จริงแล้วประธานาธิบดีโจ ไบเดน เริ่มวางแผนมาก่อนหน้าที่เขาจะก้าวย่างเข้าทำเนียบขาวด้วยซ้ำไป โดยเขาเชื่อว่า “การใช้กลยุทธ์ทุกๆวิถีทางเพื่อตอบสนองความต้องการของสาธารณสุขและจัดการต่อปัญหาด้านเศรษฐกิจที่แน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบเพิ่มมากขึ้นทวีคูณ อีกทั้งรัฐบาลกลางจะต้องออกมาเร่งดำเนินการช่วยเหลือปกป้องและสนับสนุนต่อ ครอบครัว ธุรกิจขนาดเล็ก เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาล รวมถึงผู้อ่อนแอที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพและเศรษฐกิจในชุมชนวงกว้างของสหรัฐฯ”โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนชี้แจงต่อไปอีกว่า “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณะสุขจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้นำที่มีระเบียบวินัย น่าเชื่อถือ มีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ และเหนือสิ่งอื่นใดจะต้องมีศักยภาพในการเป็นผู้นำอีกด้วย” สำหรับความหมายของการเป็นผู้นำนั้น ประธานาธิบดีไบเดนได้อรรถาธิบายต่อไปว่า “ผู้นำที่ดีจะต้องยอมรับฟังผู้เชี่ยวชาญและสื่อสารข้อมูลที่เชื่อถือได้ต่อ สาธารณชน และชาวอเมริกัน เราต้องก้าวไปอย่างกล้าหาญ ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด และทำงานอย่างรวดเร็ว”อีกทั้งประธานาธิบดีไบเดนยังแสดงความห่วงใยต่อ ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ทุพลภาพ โดยเขาสั่งการให้มีการตรวจสอบว่ามีบริการตามบ้านและชุมชนอย่างเพียบพร้อมหรือไม่!!!ส่วนประเด็นในเรื่องค่าใช้จ่ายของอเมริกันชนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคโควิดนั้น ประธานาธิบดีไบเดนได้ชี้แจงว่า “ขอให้คนอเมริกันทุกๆคนไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะมีประกันหรือไม่ เพราะหากใครก็ตามต้องโชคร้ายติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เขาคนนั้นจะไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว”และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2021 นี้ประธานาธิบดีไบเดนได้ออกมากล่าวปราศรัยโดยต้องการกำหนดให้นายจ้างทุกคนที่มีคนงานมากกว่า 100 คนขึ้นไป ต้องให้พนักงานได้รับการฉีดวัคซีนหรือทดสอบเชื้อโควิด 19 ทุกๆสัปดาห์ประธานาธิบดีไบเดนยังได้กล่าวต่อไปอีกว่ารู้สึกผิดหวังต่อคนอเมริกันกว่า 80 ล้านคน ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน ทั้งๆที่วัคซีนมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉีดฟรี โดยเขากล่าวทิ้งท้ายว่า ช่วงสามเดือนก่อนหน้าที่ข้าพเจ้าจะเข้ารับตำแหน่ง เศรษฐกิจของสหรัฐฯย่ำแย่ สร้างงานได้เพียง 50,000 คนต่อเดือน แต่ตอนนี้มีงานใหม่เพิ่มขึ้นถึง 700,000 คน”จะเห็นได้ค่อนข้างเด่นชัดเลยว่า นโยบายแบบเชิงบังคับของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในการที่ต้องการให้นายจ้างที่มีลูกจ้างเกิน 100 คนขึ้นไปฉีดวัคซีน เพื่อต่อสู้กับเชื้อโควิดเดลต้าซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่นั้น ได้ถูกนักการเมืองจากค่ายพรรครีพับลิกันขัดขวางและโจมตีอย่างหนัก และไม่แน่ว่าบางทีอาจจะต้องต่อสู้ในชั้นศาลก็เป็นไปได้ เนื่องจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้ออกมาโจมตีประธานาธิบดีไบเดนว่า “ทำตัวเป็นเผด็จการควบคุมชีวิตของคนอเมริกัน”โดยมี “ผู้ว่าฯดั๊ก ดูซี” รัฐแอริโซนา , “ผู้ว่าฯรอน ดิซานดิส” แห่งรัฐฟลอริดา และ “ผู้ว่าฯเกร็ก แอ็บบอท”แห่งรัฐเทกซัส ซึ่งทั้งสามต่างก็สังกัดอยู่ในค่ายพรรครีพับลิกัน ได้ออกมาคัดค้านหัวชนฝาอ้างว่า “การที่คนอเมริกันจะฉีดวัคซีนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ตัวบุคคลมากกว่าที่รัฐบาลจะออกคำสั่งบังคับ” ซึ่งจะวิเคราะห์กันแล้วน่าจะเป็นเกมการเมือง สืบเนื่องมาจากผู้ว่าฯทั้งสามต่างมีความตั้งอกตั้งใจที่จะลงแข่งขันเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยหน้า แต่กลับปรากฏว่า คะแนนนิยมของนักการเมืองทั้งสามท่านนี้กำลังลดฮวบลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมากลับกลายเป็นว่าสงครามเพื่อจะเอาชนะต่อโรคโควิด-19 ของสหรัฐฯในขณะนี้ เป็นเรื่องของเกมการเมืองไปเสียแล้ว โดยประธานาธิบดีไบเดนออกมาแถลงว่า “หากผู้ว่าฯของรัฐเหล่านี้ไม่ร่วมมือช่วยให้ผ่านพ้นโรคระบาดในครั้งนี้ไปได้ ข้าพเจ้าจะใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีกำจัดพวกเขาออกไปให้พ้นทาง”อีกทั้งประธานาธิบดีไบเดนยังกล่าวอย่างหนักแน่นเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า “แผนงานของข้าพเจ้ามิได้เกี่ยวข้องกับเสรีภาพหรือทางเลือกส่วนบุคคล แต่ข้าพเจ้าทำเพื่อต้องการที่จะปกป้องสุขภาพของประชาชน และคนรอบข้าง”การเว้นระยะห่างทางกายภาพ เพื่อชลอและป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 นับว่าเป็นกุญแจสำคัญดอกแรกที่จะทำให้โรคระบาดชะลอตัวลงการหัวรั้นดื้อแพ่งของคนอเมริกันที่เห็นได้อย่างเด่นชัดอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ขณะนี้เป็นฤดูกาลของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งกีฬานี้เป็นที่คลั่งไคล้อย่างมาก ดั่งจะเห็นได้ว่ามีบรรดานักศึกษาหลายหมื่นหรือบางทีอาจจะเป็นแสนคนหากมีเกมการแข่งขันของมหาวิทยาลัยที่พวกเขาชื่นชอบ พวกเขาก็จะพากันแห่แหนเข้าไปชม โดยนั่งแออัดยัดเยียดติดๆกันแถมยังไม่มีการสวมหน้ากากป้องกันอีกด้วยหรือแม้แต่กีฬาฟุตบอลมืออาชีพก็เช่นกันที่มีผู้เข้าชมนับแสนและก็ปรากฏว่าผู้ชมส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมสวมใส่หน้ากาก โดยมักจะอ้างแบบกำปั้นทุบดินข้างๆคูๆว่า เป็นสิทธิเสรีภาพส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับใคร!!! จึงเป็นที่มาของการที่มีผู้ติดเชื้อและผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนและไม่ยอมสวมใส่หน้ากากแทบทั้งสิ้น ซึ่งหากใครก็ตามที่ได้รับเชื้อโควิดต้องเข้าไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยเฉลี่ยแล้วค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตกรายละ 20,000 เหรียญ และระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ปี 2021 นี้รัฐบาลสหรัฐฯต้องเสียค่าใช้จ่ายไปแล้วถึง 5.7 พันล้านเหรียญดอลลาร์ (จาก Health System Tracker วันที่ 14 กันยายน 2021)และเหตุผลที่เพราะเหตุใดและทำไมจึงมีคนบางคนไม่ต้องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคโควิด- 19 นั้น จากผลการศึกษาในประเทศอังกฤษที่ตีพิมพ์ใน BBC เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2021 ระบุว่า ผู้ที่ไม่ยอมฉีดมีหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น เสพโซเชียลมีเดียที่เต็มไปการแสดงความน่ากลัวและบอกเล่าถึงผลร้ายของวัคซีน บางคนลังเลมีความกังวล หรือบางทีอาจเกิดจากความเขลาหรือความเห็นแก่ตัวนั่นเอง ส่วนผลสำรวจของ “Covid States Project” ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากหลากหลายมหาวิทยาลัยออกมากล่าวว่า ชาวอเมริกันเกือบสองในสามสนับสนุนข้อกำหนดของประธานาธิบดีไบเดนสำหรับการเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อเอาชนะการแพร่ระบาดกล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นกว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนจะหลุดพ้นจากการครอบงำของโควิดสายพันธุ์เดลต้า ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อและมีจำนวนของผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น มองๆไปแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะต้องทำงานอย่างหนักคูณสองเพื่อสุขภาพของประชาชนและเพื่อเศรษฐกิจ ซึ่งทุนทางการเมืองของเขาจะออกหัวหรือออกก้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการแก้ไขการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ให้ผ่านสำเร็จลุล่วงไปให้ได้ละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม