ตำแหน่งของคุณ Home กทม

สองมหาอำนาจถอดใจยอมยกธงขาวในสงครามอัฟกานิสถาน

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วยแทบจะไม่น่าเชื่อเลยว่า สหพันธรัฐรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสองประเทศอภิมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับต้องแพ้ทางยอมยกธงขาวในสงครามอัฟกานิสถานทั้งนี้เหตุผลที่สหรัฐฯและสหพันธรัฐรัสเซียยกทัพเดินหน้าเข้าสู่อัฟกานิสถานนั้น ก็มีแตกต่างกัน เนื่องจากเหตุผลของรัสเซียต้องการที่จะอยู่เบื้องหลังการช่วยหลือกลุ่มผู้นำที่ต้องการปฏิวัติโค่นล้มอำนาจเก่าในอัฟกานิสถาน และเพื่อต้องการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในสงครามเย็นและในช่วงร่วมสิบปีที่รัสเซียทำสงครามในอัฟกานิสถานต้องเสียกำลังทหารและบุคลากรไปกว่า 15,000 คน แต่มิได้รับผลตอบแทนต้องกลับประเทศแบบมือเปล่าไม่มีอะไรติดไป !!!ส่วนเหตุผลที่สหรัฐฯตัดสินใจยกพลบุกเข้าไปในอัฟกานิสถานนั้น ก็เพื่อต้องการที่จะกำจัดกลุ่มอัลเคดา สืบเนื่องมาจากการที่สหรัฐฯถูกโจมตีในเหตุการณ์ 9/11 โดยขณะนั้น “ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช”อ้างว่ากลุ่มอัลเคดาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในเหตุการณ์โดยสหรัฐฯมั่นใจในตัวเองว่ามีเทคโนโลยีและมีกำลังทหารที่มีศักยภาพสูงกว่า และคงจะกำจัดอัลเคดาได้ไม่ยากนัก อีกทั้งสหรัฐฯยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรนาโตถึง 36 ประเทศที่ส่งทหารเข้าไปร่วมด้วยช่วยกันหนึ่งหมื่นคน เพื่อเข้าปฏิบัติการในเชิงรุกแต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไม่เป็นตามที่คาดหมาย เพราะยิ่งนานวันกองทัพของสหรัฐฯก็ยิ่งเสียเปรียบ เพราะฝ่ายศัตรูมีความอดทนสูงใช้การสู้รบซุ่มโจมตีแบบสงครามกองโจร!!!สงครามอัฟกานิสถานนับว่าเป็นสงครามที่ยาวนานที่สุดของสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 11 กันยายน 2021 นี้จะเป็นวันครบรอบยี่สิบปีของการโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และเพนตากอนอย่างไรก็ตามการที่สหรัฐอเมริกาเข้าไปทำสงครามกับอัฟกานิสถานนั้น นับว่ามิใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะต้องใช้จ่ายไปสูงกว่า 2.6 ล้านล้านเหรียญ และทหารสหรัฐฯต้องสูญเสียชีวิตไปแล้วถึง 2,448 นาย มีผู้บาดเจ็บอีกหลายพันคน และหลายๆคนต้องพิกลพิการไปตลอดชีวิต ส่วนชาติพันธมิตรที่เข้าร่วมทำสงครามก็ต้องสูญเสียบุคลากรทางทหารไปแล้วกว่า 3,502 คนอนึ่งสงครามอัฟกานิสถานเป็นการทำสงครามที่ยาวนานยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง บวกกับสงครามโลกครั้งที่สองรวมกับสงครามเกาหลี นับเป็นโศกนาฎกรรมอันยิ่งใหญ่ของทุกๆฝ่าย เพราะชาวอัฟกานิสถานก็ต้องเสียชีวิตไปแล้วกว่าหนึ่งแสนคนเลยทีเดียวการที่ตาลีบันเข้ายึดกรุงคาบูลได้อย่างรวดเร็วนั้น มีผลทำให้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องอยู่ในอาการตกตะลึง อีกทั้งการที่เขาตัดสินใจสั่งถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถานนั้น เขาบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่แสนถูกต้อง โดยมีชาวอเมริกันถึง 73% เห็นพ้องด้วยสหรัฐฯเริ่มต้นเดินทางเข้าไปปฏิบัติการรบอย่างเป็นทางการต่อสู้กับอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2001 ซึ่งใช้กำลังของเจ้าหน้าที่หน่วยซีไอเอผนึกกับกองกำลังทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯแค่เพียง 425 นาย ซึ่งแม้จะเป็นจำนวนพลเพียงกลุ่มเล็กๆแต่กลับสามารถเอาชนะฐานอำนาจของตาลีบันให้แตกกระเจิงกระจัดกระจายหลบหนีไปซุกตัวที่ปากีสถาน!!!ทั้งนี้ประเทศปากีสถานนับเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอัฟกานิสถานที่มีต่อเนื่องยาวนานยืดเยื้อ สืบเนื่องมาจากปากีสถานยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือด้วยการจัดหาสถานที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มตาลีบัน แถมด้วยช่วยฝึกฝนวิธีรบ และยังช่วยเหลือด้านอาวุธและเงินลงทุน ซึ่งจะต้องไม่ลืมว่า ปากีสถานมีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองและยังมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับห้าของโลกอีกด้วยสำหรับด้านกำลังทหารของสหรัฐฯในเดือนมีนาคม 2002 ได้เพิ่มขึ้นจาก 425 คนเป็น 7,200 คน แต่ในปี 2011 ซึ่งเป็นยุคสมัยของ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ปรากฏออกมาว่ากองกำลังทหารของสหรัฐฯที่ควบรวมกับกำลังทหารของพันธมิตรได้มีจำนวนพุ่งสูงขึ้นถึง 140,000 คน มีผลทำให้ฝ่ายตาลีบันซึ่งเป็นเหล่าทหารกลุ่มกองโจรโดนโจมตีจนแตกทัพหนีทะลักเข้าไปปากีสถาน แต่ในเวลาเดียวกันนี้กลับปรากฏอีกเช่นกันว่า คนอเมริกันทั่วไปก็เริ่มเบื่อหน่ายไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนการทำสงครามในอาฟกานิสถานแต่อย่างใด จริงอยู่แม้ว่าสหรัฐฯจะมีพลังอำนาจมหาศาลหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็ตาม แต่เนื่องจากสหรัฐฯประเมินสถานการณ์ในการเข้าสู่สงครามเวียดนาม สงครามอิรัก และสงครามอัฟกานิสถานผิดพลาดทั้งสามครั้งสามคราทำให้สหรัฐฯต้องพบกับความพ่ายแพ้ทุกๆครั้งอย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2021 ที่ผ่านมาไม่กี่เดือนนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้กล่าวว่า “ขณะนี้ถือได้ว่าประธานาธิบดีของสหรัฐฯได้ผ่านการทำสงครามอาฟกานิสถานมาแล้วถึงสี่ยุคสี่สมัย โดยข้าพเจ้าถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่สี่ และข้าพเจ้าก็ไม่ต้องการที่จะส่งความรับผิดชอบในการทำสงครามอาฟกานิสถานนี้ต่อไปยังประธานาธิบดีคนที่ห้า”อนึ่งสงครามกองโจรยึดหลักการใช้กลยุทธ์แอบลอบสังหารผู้นำของฝ่ายศัตรู เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียขวัญ โดยใช้วิธีแอบซุ่มโจมตีแล้วหนีและผู้ที่ทำสงครามแบบกองโจรของอาฟกานิสถานจะพยายามทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งข่มขู่ และกุข่าวโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อต้องการที่จะให้รัฐบาลอัฟกานิสถานอ่อนแอง่ายแก่การโค่นล้ม!!!เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 2021 ที่ผ่านมานี้ ถือเป็นวันแตกหักของอาฟกานิสถานที่ฝ่ายตาลีบันสามารถบุกเข้าไปยึดเมืองหลวงได้เป็นผลสำเร็จ ทำให้กรุงคาบูลต้องตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวาย จน “ประธานาธิบดีอัชราฟ คานี” ของอัฟกานิสถานต้องหลบหนีออกนอกประเทศ และถือเป็นจุดอวสานของสหรัฐฯในการทำสงครามในประเทศอัฟกานิสถานยาวนานติดต่อกันมาเกือบยี่สิบปีกล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นถึงแม้ว่าสหพันธรัฐรัสเซียและสหรัฐอเมริกาจะเป็นสองมหาอำนาจผู้ยิ่งใหญ่มีอาวุธยุทโธปกรณ์เหนือกว่าประเทศเล็กๆเยี่ยงอัฟกานิสถานหลายเท่าตัว แต่กลับปรากฏว่ายังไม่สามารถจะเอาชนะการทำสงครามสไตล์ยืดเยื้อแบบกองโจรได้ และถือเป็นบทเรียนราคาแพง แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องขอกล่าวชื่นชมการตัดสินใจของประธานาธิบดีโจ ไบเดนในการถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่หากจะวิเคราะห์กันให้ดีแล้วการที่ประธานาธิบดีไบเดนออกมาตัดสินใจเยี่ยงนี้เนื่องจากหมดทางเลือก ทำให้เกมต้องจบลงแบบไม่สง่างาม แต่ในทางกลับกันคนอเมริกันคงโล่งใจ เพราะออกมาแสดงความเห็นชอบด้วยอย่างล้นหลามถึง 73% และหากจะมองในทางบวกแล้วต่อจากนี้เป็นต้นไปสหรัฐอเมริกาจะไม่ต้องเอางบประมาณหลายล้านล้านเหรียญไปสนับสนุนสงความอัฟกานิสถาน ไม่ต้องใช้กำลังทหารเข้าไปเสียชีวิตหรือเข้าไปได้รับบาดเจ็บในอัฟกานิสถานอีกต่อไปแล้ว และพวกทหารหาญของสหรัฐฯจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันเสียทีละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

บทความยอดนิยม